business man

10 คำศัพท์การเงินธุรกิจ ที่นักธุรกิจต้องรู้จักให้ขึ้นใจ

ในโลกของธุรกิจนั้น การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “คำศัพท์การเงินธุรกิจ” นับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ เพราะการตัดสินใจทางธุรกิจส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับตัวเลขทางการเงินแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาต้นทุน ยอดขาย กำไรขาดทุน สภาพคล่อง ความสามารถในการทำกำไร ฯลฯ

หากมีพื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับ “คำศัพท์การเงินธุรกิจ” ก็จะยิ่งช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์สถานะธุรกิจ วางแผนการเงิน และกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น วันนี้เรามี 10 “คำศัพท์การเงินธุรกิจ” สำคัญๆ ที่นักธุรกิจทุกคนควรรู้จักให้ขึ้นใจ พร้อมคำอธิบายอย่างง่าย มาฝากกันครับ

1. กำไรขั้นต้น (Gross Profit)

“กำไรขั้นต้น” ในที่นี้หมายถึงรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการหลังจากหักต้นทุนขายแล้ว แต่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ เช่น ค่าเช่า ค่าโฆษณา ค่าเสื่อมราคา ฯลฯ ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตร “กำไรขั้นต้น = รายได้จากการขาย – ต้นทุนขาย” อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงหมายถึงธุรกิจมีความสามารถในการทำกำไรจากการขายสินค้าและบริการได้มาก โดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ

2. กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit)

“กำไรจากการดำเนินงาน” เป็น “คำศัพท์การเงินธุรกิจ” ที่หมายถึงกำไรขั้นต้นหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้ว เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโฆษณา เงินเดือน ค่าเสื่อมราคา ฯลฯ แต่ยังไม่รวมรายได้และค่าใช้จ่ายทางการเงินอื่นๆ ซึ่งคำนวณได้จาก “กำไรจากการดำเนินงาน = กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” กำไรจากการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรจากกิจกรรมหลักของธุรกิจ ก่อนพิจารณาปัจจัยทางการเงินอื่น ๆ

3. กำไรสุทธิ (Net Profit)

“กำไรสุทธิ” คือผลกำไรสุดท้ายของธุรกิจหลังจากหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว รวมถึงต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ และรายการพิเศษต่างๆ โดยคำนวณได้จาก “กำไรสุทธิ = กำไรจากการดำเนินงาน + รายได้อื่นๆ – ค่าใช้จ่ายอื่นๆ – ภาษีเงินได้ + กำไร/ขาดทุนสุทธิจากรายการพิเศษ” ในการวิเคราะห์ธุรกิจ เรามักจะใช้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ซึ่งเท่ากับกำไรสุทธิหารด้วยรายได้รวม เป็นดัชนีชี้วัดความสามารถในการทำกำไรโดยรวมของกิจการ

4. กระแสเงินสด (Cash Flow)

หนึ่งใน “คำศัพท์การเงินธุรกิจ” ที่สำคัญที่สุดคือ “กระแสเงินสด” ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ทั้งรายรับและรายจ่าย ที่ไหลเข้าและไหลออกจากกิจการ โดยข้อมูลกระแสเงินสดจะแสดงในงบกระแสเงินสด ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน การวิเคราะห์กระแสเงินสดสามารถบอกถึงสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ได้ของธุรกิจ ธุรกิจที่กระแสเงินสดดี ควรมีเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงานในจำนวนที่มากกว่าเงินสดจ่าย

5. อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)

“อัตราส่วนสภาพคล่อง” คืออีกหนึ่ง “คำศัพท์การเงินธุรกิจ” ที่ช่วยประเมินความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นของกิจการ โดยมีสูตรคำนวณคือ “สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน” หากอัตราส่วนยิ่งสูง ก็แสดงว่าบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพียงพอที่จะจ่ายชำระหนี้สินหมุนเวียนได้ดี

ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีสินทรัพย์หมุนเวียน 5 ล้านบาท และหนี้สินหมุนเวียน 2.5 ล้านบาท จะได้อัตราส่วนสภาพคล่องเท่ากับ 5 / 2.5 = 2 เท่า แปลว่าสามารถนำสินทรัพย์หมุนเวียนมาชำระหนี้สินได้ถึง 2 รอบ ถือว่ามีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องต่ำ ปกติแล้วอัตราส่วนที่น่าพอใจจะอยู่ที่ 1.5-2 เท่า

6. ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (Average Collection Period)

สำหรับธุรกิจที่มีการขายเชื่อ “ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย” ถือเป็น “คำศัพท์การเงินธุรกิจ” ที่ขาดไม่ได้ เพราะบอกถึงระยะเวลาโดยเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ จนถึงวันที่สามารถเก็บเงินจากลูกหนี้ได้ คำนวณได้จาก “ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย = (ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย x 365) / ยอดขายเชื่อสุทธิ”

หากระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยน้อย แสดงว่าธุรกิจมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลูกหนี้ สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้เร็ว มีความเสี่ยงจากหนี้เสียต่ำ ในทางตรงข้าม หากเก็บหนี้ช้า ก็มีโอกาสเกิดหนี้สูญและมีปัญหาสภาพคล่องได้

7. วงจรเงินสด (Cash Cycle)

“วงจรเงินสด” เกี่ยวข้องกับระยะเวลาของกระแสเงินสดในธุรกิจ ตั้งแต่การจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อซื้อวัตถุดิบหรือสินค้า จนกระทั่งขายสินค้าและได้รับชำระเงินจากลูกค้า ซึ่งคำนวณได้จาก “ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย + ระยะเวลาสต๊อกสินค้าเฉลี่ย – ระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ย” วงจรเงินสดยิ่งสั้น ธุรกิจก็จะมีประสิทธิภาพในการจัดการสินทรัพย์หมุนเวียนและกระแสเงินสดมากขึ้น จึงควรพยายามลดวงจรเงินสดให้สั้นที่สุด เช่น บริหารสินค้าคงคลังให้หมุนเวียนเร็ว เร่งรัดการเก็บหนี้ และเจรจาเครดิตซื้อกับเจ้าหนี้ให้นานขึ้น เป็นต้น

8. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio)

ในการวิเคราะห์นั้น “อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน” เป็น “คำศัพท์การเงินธุรกิจ” ที่พลาดไม่ได้ เพราะเป็นตัวชี้วัดโครงสร้างเงินทุนและความเสี่ยงทางการเงินของธุรกิจ โดยมีวิธีคำนวณคือ “หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น” อัตราส่วนยิ่งสูง ความเสี่ยงของธุรกิจก็ยิ่งมาก เพราะพึ่งพาเงินทุนจากการกู้ยืมสูง

แต่ถ้าอัตราส่วนต่ำ ก็แสดงว่าใช้เงินทุนของตัวเองมากกว่าเงินกู้ มีภาระการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยไม่มาก อย่างไรก็ดี อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละอุตสาหกรรมด้วย ธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ มักมีอัตราส่วนที่สูงกว่าธุรกิจบริการทั่วไป

9. อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets: ROA)

ในฐานะนักธุรกิจ เราควรเข้าใจ “คำศัพท์การเงินธุกิจ” ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการสร้างผลกำไรจากการใช้สินทรัพย์ด้วย หนึ่งในนั้นคือ “อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์” หรือ ROA ซึ่งคำนวณได้จาก “กำไรสุทธิ / สินทรัพย์รวมเฉลี่ย” ROA ยิ่งสูง แสดงว่าบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ROA เท่ากับ 20% หมายความว่าบริษัทสามารถสร้างกำไรสุทธิได้ 20 บาท จากการใช้สินทรัพย์ทุกๆ 100 บาท อย่างไรก็ตาม ROA ที่ดีควรสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพราะถ้าต่ำกว่า แสดงว่าบริษัทไม่สามารถสร้างผลตอบแทนให้คุ้มกับต้นทุนการกู้ยืมนั่นเอง

10. มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Value Added: EVA)

คำศัพท์การเงินธุรกิจตัวสุดท้ายที่จะขาดไม่ได้เลยคือ “มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์” หรือ EVA ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดมูลค่าที่แท้จริงที่ธุรกิจสร้างให้กับผู้ถือหุ้น โดยพิจารณาจากส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากการดำเนินงานหลังหักภาษี กับต้นทุนของเงินทุนที่นำมาลงทุน ซึ่งรวมทั้งหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น EVA ที่เป็นบวกแสดงว่าธุรกิจสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเกินให้แก่เจ้าของเงินทุนได้ และยิ่งมีค่ามาก ก็ยิ่งแสดงถึงความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งให้กิจการได้มากขึ้นนั่นเอง ดังนั้น ในการกำหนดกลยุทธ์และตัดสินใจลงทุน ผู้บริหารจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้าง EVA ในระยะยาวควบคู่ไปด้วย

สรุปแล้ว คำศัพท์การเงินธุรกิจทั้ง 10 คำนี้ จะช่วยให้นักธุรกิจสามารถวิเคราะห์ผลการดำเนินงานทางการเงินได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ทั้งในด้านความสามารถในการทำกำไร สภาพคล่อง ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เจ้าของกิจการ ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์และตัดสินใจลงทุนอย่างชาญฉลาด

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้จักเลือกใช้คำศัพท์การเงินธุรกิจให้เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจตัวเองด้วย เพราะอุตสาหกรรมแต่ละประเภทอาจให้ความสำคัญกับอัตราส่วนหรือตัวชี้วัดทางการเงินที่แตกต่างกัน และควรนำตัวเลขที่ได้มาเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดหรือค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม จะทำให้การแปลความหมายข้อมูลทางการเงินมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์การเงินธุรกิจให้ถ่องแท้ จะเป็นรากฐานสำคัญให้นักธุรกิจสามารถบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมืออาชีพ และเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวได้อย่างแน่นอนครับ

 

ติดตามข่าวสารข้อมูลการเงินเพิ่มเติม
แอดไลน์ 👉  https://lin.ee/KHQgfGs

บทความที่เกี่ยวข้อง

Think of Money ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy)